หลุยส์ ซัวเรซ หัวหอกตัวเก่ง ลิเวอร์พูล ยอมรับให้ความสำคัญกับเกมพรีเมียร์ลีกของ "หงส์แดง" ที่จะลงเตะกับ "สิงห์บลู" เชลซี ในช่วงสุดสัปดาห์ มากกว่าการรับใช้ทีมชาติอุรุกวัยอุ่นแข้งกับทีมชาติอิตาลีในคืนวันอังคารนี้ (15 พ.ย.)
ซัวเรซ ทำความกังวลใจให้แก่ ลิเวอร์พูล เมื่อมีรายงานข่าวว่าเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บระหว่างเกมฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ หลังยิงคนเดียว 4 ประตูช่วยให้ อุรุกวัย ถล่มเอาชนะ ชิลี 4-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (12 พ.ย.)
ล่าสุด กองหน้าฟันกระต่ายยืนยันว่าไม่มีปัญหาบาดเจ็บแต่อย่างใดและพร้อมลงสนามให้ อุรุกวัย ในเกมอุ่นเครื่องกับ อิตาลี คืนวันอังคารนี้ (15 พ.ย.) อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าดาวยิงวัย 24 ปีคิดถึงการกลับไปช่วย ลิเวอร์พูล มากกว่า เพราะต้นสังกัดกำลังจะเจอเกมหนัก 3 นัดติดต่อกันในช่วง 2 สัปดาห์
โดย ลิเวอร์พูล จะเตะกับ เชลซี ในเกมพรีเมียร์ลีกคืนวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. ส่วนสุดสัปดาห์ถัดไปในวันที่ 27 พ.ย. ก็ต้องดวลกับจ่าฝูง "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี ก่อนที่จะบู๊กับ "สิงห์บลู" อีกในวันอังคารที่ 29 พ.ย. สำหรับเกมคาร์ลิง คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ
ซัวเรซ เปิดเผยกับ "เอล เปส" หนังสือพิมพ์บ้านเกิดว่า "ผมรู้สึกกลัวเล็กน้อยจากอาการเจ็บที่ผมได้รับในเกมของอุรุกวัย แต่ที่ผมถูกเปลี่ยนตัวออกมาเป็นเพราะป้องกันไว้ก่อน ผมไม่มีปัญหาบาดเจ็บ แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับโค้ช (ที่จะส่งลงสนามในเกมอุ่นเครื่อง) ผมเสี่ยงมากต่อลิเวอร์พูล เรามีเกมสำคัญมากในสัปดาห์หน้ากับเชลซี แน่นอนว่าผมต้องการเล่นให้ทีมชาติ แต่ตอนนี้มีเกมหนักในระดับสโมสร และคุณต้องให้ความสำคัญกับมันมากกว่าเล็กน้อย"
ซัวเรซ กลายเป็นผู้เล่นสำคัญไม่ใช่แค่ ลิเวอร์พูล เท่านั้น แต่ยังรวมถึง อุรุกวัย โดยเฉพาะผลงานนัดล่าสุด กระทั่งเจ้าตัวถูกเปรียบเทียบกับ ลิโอเนล เมสซี เพลย์เมกเกอร์ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา และ ทีมชาติอาร์เจนตินา
แต่อดีตกองหน้าอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ยังไม่ขอเทียบชั้นกับเจ้าของตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของ ฟีฟ่า "การยกไปเปรียบเทียบกับ เมสซี ทำให้ผมขายหน้า มันทำให้ผมยิ้มแต่ผมรู้ว่าการเปรียบเทียบเป็นเพียงปฏิกิริยาจากแฟนบอล อุรุกวัย เพราะตอนนี้ทีมกำลังไปได้สวย ผมมีความสุขแต่เราต้องมองที่การทำงานของผู้เล่นทุกคนในทีมไม่ใช่แค่คนหนึ่ง คนใด"
วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
เจอร์ราร์ด หลอนกลัวอดแชมป์ลีกกับหงส์
สตีเวน เจอร์ราร์ด มิดฟิลด์กัปตันทีม ลิเวอร์พูล ยอมรับมีความรู้สึกหลอนในทุกวันกับความคิดที่ว่าตนเองจะไม่ได้สัมผัสแชมป์ลี กเมืองผู้ดีร่วมกับ "หงส์แดง" ก่อนที่จะแขวนสตั๊ด
เจอร์ราร์ด คว้าแชมป์มาทุกรายการร่วมกับ ลิเวอร์พูล ทั้ง ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก, ยูฟา คัพ, เอฟเอ คัพ และ คาร์ลิง คัพ ยกเว้นแต่โทรฟีพรีเมียร์ลีกเพียงใบเดียว ขณะที่ฤดูกาลนี้โอกาสของ "หงส์แดง" ก็ยังดูเลือนรางทำให้เวลาของดาวเตะวัย 31 ปียิ่งเหลือน้อยลงไปอีก
ล่าสุด "สตีวี-จี" ยอมรับว่าจะเป็นสิ่งที่ติดค้างในจิตใจของตนเองไปตลอดชีวิต ถ้าหากแขวนเกือกแล้วยังไม่เคยสัมผัสแชมป์ลีกเมืองผู้ดี
"การคว้าแชมป์ลีกเป็นสิ่งที่ผมคิดเกือบทุกวัน ผมคิดฝันถึงการชนะมัน หรือไม่ก็คิดถึงความผิดหวังถ้าหากผมทำไม่สำเร็จ มันจะเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ถ้าหากมันไม่เกิดขึ้น มันเป็นความน่าขายหน้า แต่จะไม่ทำให้เราขาดความพยายาม ด้วยทีมที่เรามีอยู่ในตอนนี้ ถ้าเรายังปรับปรุงทีมให้ดีขึ้นต่อไปและกระบวนการนี้ดำเนินต่อไปอีก 2-3 ปี ผมคิดว่าเรามีโอกาสดีในการกลายเป็นแชมเปียน" เจอร์ราร์ด กล่าว
เจอร์ราร์ด เติบโตขึ้นมาในยุคปี 1980 ซึ่ง ลิเวอร์พูล ครองเกาะอังกฤษคว้าแชมป์ลีกครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมี เคนนี ดัลกลิช เป็นผู้เล่นในตอนแรกแล้วภายหลังก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีม แต่ดาวเตะทีมชาติอังกฤษยอมรับว่าปัจจุบันการคว้าแชมป์ลีกยากกว่าในอดีต เนื่องจากมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งหลายทีม
"ผมเล่นในยุคสมัยที่มี 3 4 หรือ 5 ทีมเป็นทีมชั้นนำในลีก เมื่อสมัยที่ ลิเวอร์พูล ยังครองเกาะอังกฤษ พวกเขาเป็นทีมที่ดีมากและบ่อยครั้งที่เหมือนกับม้าตัวเดียวที่วิ่งนำโด่ง ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ยุคของผมต้องสู้กับทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด อาร์เซนอล เชลซี และตอนนี้ยังมี แมนฯ ซิตี กับ สเปอร์ส อีก พวกเขาเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม มันเป็นการแข่งขันที่ยากในการชนะ แต่เราจะต่อสู้ต่อไป" เจอร์ราร์ด กล่าว
เจอร์ราร์ด คว้าแชมป์มาทุกรายการร่วมกับ ลิเวอร์พูล ทั้ง ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก, ยูฟา คัพ, เอฟเอ คัพ และ คาร์ลิง คัพ ยกเว้นแต่โทรฟีพรีเมียร์ลีกเพียงใบเดียว ขณะที่ฤดูกาลนี้โอกาสของ "หงส์แดง" ก็ยังดูเลือนรางทำให้เวลาของดาวเตะวัย 31 ปียิ่งเหลือน้อยลงไปอีก
ล่าสุด "สตีวี-จี" ยอมรับว่าจะเป็นสิ่งที่ติดค้างในจิตใจของตนเองไปตลอดชีวิต ถ้าหากแขวนเกือกแล้วยังไม่เคยสัมผัสแชมป์ลีกเมืองผู้ดี
"การคว้าแชมป์ลีกเป็นสิ่งที่ผมคิดเกือบทุกวัน ผมคิดฝันถึงการชนะมัน หรือไม่ก็คิดถึงความผิดหวังถ้าหากผมทำไม่สำเร็จ มันจะเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ถ้าหากมันไม่เกิดขึ้น มันเป็นความน่าขายหน้า แต่จะไม่ทำให้เราขาดความพยายาม ด้วยทีมที่เรามีอยู่ในตอนนี้ ถ้าเรายังปรับปรุงทีมให้ดีขึ้นต่อไปและกระบวนการนี้ดำเนินต่อไปอีก 2-3 ปี ผมคิดว่าเรามีโอกาสดีในการกลายเป็นแชมเปียน" เจอร์ราร์ด กล่าว
เจอร์ราร์ด เติบโตขึ้นมาในยุคปี 1980 ซึ่ง ลิเวอร์พูล ครองเกาะอังกฤษคว้าแชมป์ลีกครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมี เคนนี ดัลกลิช เป็นผู้เล่นในตอนแรกแล้วภายหลังก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีม แต่ดาวเตะทีมชาติอังกฤษยอมรับว่าปัจจุบันการคว้าแชมป์ลีกยากกว่าในอดีต เนื่องจากมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งหลายทีม
"ผมเล่นในยุคสมัยที่มี 3 4 หรือ 5 ทีมเป็นทีมชั้นนำในลีก เมื่อสมัยที่ ลิเวอร์พูล ยังครองเกาะอังกฤษ พวกเขาเป็นทีมที่ดีมากและบ่อยครั้งที่เหมือนกับม้าตัวเดียวที่วิ่งนำโด่ง ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ยุคของผมต้องสู้กับทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด อาร์เซนอล เชลซี และตอนนี้ยังมี แมนฯ ซิตี กับ สเปอร์ส อีก พวกเขาเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม มันเป็นการแข่งขันที่ยากในการชนะ แต่เราจะต่อสู้ต่อไป" เจอร์ราร์ด กล่าว
ดัลกลิช ยันหนุนหลัง ซัวเรซ
เคนนี ดัลกลิช ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ไม่ขอวิจารณ์ความเห็นของ เซปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟา) เกี่ยวกับการเหยียดสีผิวในวงการลูกหนัง แต่เจ้าตัวแสดงจุดยืนเหมือนเดิมในการสนับสนุน หลุยส์ ซัวเรซ ลูกทีมคนสำคัญที่ถูกตั้งข้อหาเหยียดผิวจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ)
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (16 พ.ย.) แบล็ตเตอร์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเหยียดสีผิดในวงการลูกหนัง โดยระบุว่าการเหยียดผิวที่เกิดขึ้นบนสนามฟุตบอลไม่ใช่ปัญหาใหญ่และสามารถ ยุติได้ถ้าหากผู้เล่นจับมือขอโทษขอโพยกันหลังจบเกม
ความเห็นของ แบล็ตเตอร์ เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่ ซัวเรซ จะถูกตั้งข้อหาจาก เอฟเอ ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าใช้คำพูดเหยียดสีผิว ปาทริซ เอฟรา แบ็กซ้ายของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระหว่างเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดแดงเดือด เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม
ด้าน ดัลกลิช เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความเห็นของ แบล็ตเตอร์ ซึ่งได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว กุนซือชาวสกอตตอบว่า "ผมยังไม่ได้เห็นข้อความที่เขาพูด ผมขออ่านดูก่อนที่จะแสดงความเห็นอะไร"
ลิเวอร์พูล ออกแถลงการณ์หลังจากที่ ซัวเรซ ถูกตั้งข้อหาจาก เอฟเอ โดยยืนยันสโมสรสนับสนุนกองหน้าทีมชาติอุรุกวัยอย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับ ข้อหา ซึ่ง ดัลกลิช ก็กล่าวเพิ่มเติมว่า "ผมคิดว่าแถลงการณ์ของเราบอกทุกสิ่งทุกอย่างแล้วและจุดยืนของเราไม่เปลี่ยน แปลง ข้อความทั้งหมดในแถลงการณ์นั้นเป็นสิ่งที่เราต้องพูด"
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (16 พ.ย.) แบล็ตเตอร์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเหยียดสีผิดในวงการลูกหนัง โดยระบุว่าการเหยียดผิวที่เกิดขึ้นบนสนามฟุตบอลไม่ใช่ปัญหาใหญ่และสามารถ ยุติได้ถ้าหากผู้เล่นจับมือขอโทษขอโพยกันหลังจบเกม
ความเห็นของ แบล็ตเตอร์ เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่ ซัวเรซ จะถูกตั้งข้อหาจาก เอฟเอ ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าใช้คำพูดเหยียดสีผิว ปาทริซ เอฟรา แบ็กซ้ายของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระหว่างเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดแดงเดือด เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม
ด้าน ดัลกลิช เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความเห็นของ แบล็ตเตอร์ ซึ่งได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว กุนซือชาวสกอตตอบว่า "ผมยังไม่ได้เห็นข้อความที่เขาพูด ผมขออ่านดูก่อนที่จะแสดงความเห็นอะไร"
ลิเวอร์พูล ออกแถลงการณ์หลังจากที่ ซัวเรซ ถูกตั้งข้อหาจาก เอฟเอ โดยยืนยันสโมสรสนับสนุนกองหน้าทีมชาติอุรุกวัยอย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับ ข้อหา ซึ่ง ดัลกลิช ก็กล่าวเพิ่มเติมว่า "ผมคิดว่าแถลงการณ์ของเราบอกทุกสิ่งทุกอย่างแล้วและจุดยืนของเราไม่เปลี่ยน แปลง ข้อความทั้งหมดในแถลงการณ์นั้นเป็นสิ่งที่เราต้องพูด"
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


